กลับไป ai-search-th
AI Seach

6 ตัวชี้วัด AI Search ในปี 2026 มีอะไรบ้างที่ต้องรู้ตามหลักสากล

ก่อนอื่นอยากให้ทุกคนลองนึกถึงตัวเองดูก่อนนะครับ สมมติ คุณต้องการหา บัตรเครดิต สักใบไว้เพื่อใช้งาน เมื่อก่อนคุณก็คงเสิชบน Google ว่า “บัตรเครดิต”แล้วไล่ดูทีละเว็

ทีม asklab11 กันยายน 25696 นาทีในการอ่าน
6 ตัวชี้วัด AI Search ในปี 2026 มีอะไรบ้างที่ต้องรู้ตามหลักสากล

ก่อนอื่นอยากให้ทุกคนลองนึกถึงตัวเองดูก่อนนะครับ สมมติ คุณต้องการหา บัตรเครดิต สักใบไว้เพื่อใช้งาน เมื่อก่อนคุณก็คงเสิชบน Google ว่า “บัตรเครดิต”แล้วไล่ดูทีละเว็บที่ติดอันดับแล้วค่อยตัดสินใจ แต่ทุกวันนี้ผมคิดว่าทุกคนก็เริ่มเป็นเหมือนกันคือ ถาม AI ดีกว่าว่า “ช่วยแนะนำบัตรเครดิตที่ดีที่สุดให้หน่อย” แล้วจะได้คำตอบมาสัก 3-5 แบรนด์ พร้อมเหตุผลว่าเพราะอะไร

นี่เป็นเหตุผลหลักๆเลย ว่าทำไมการใช้ตัวชี้วัดแบบเดิมๆเช่น Impression / Click / CTR ไม่เพียงพอแล้วในการทำการตลาด หรือใช้วัดผลลัพธ์ที่ได้ ในปัจจุบัน ทำให้วันนี้ เรา asklab จะพาคุณไปเรียนรู้เกี่ยวกับตัวชี้วัดใหม่ในการทำการตลาดยุค AI Search กัน ซึ่งสิ่งนี้จะกลายเป็น มาตรฐานใหม่ในยุคปัจจุบัน

AI Search Metrics ใหม่มีอะไรบ้าง ต่างจาก SEO Metric ยังไง

หัวใจหลักของความต่างอยู่ที่ “ผลลัพธ์” ที่แสดงขึ้นมา SEO จะให้ผลลัพธ์เป็นการแสดงผล 10 อันดับในหน้าแรก แล้วปล่อยให้ User ไปเลือกอ่านข้อมูลจากเว็บไซต์ที่แสดงขึ้นมาเอง แต่ AI เช่น ChatGPT, Gemini, Claude, Perplexity หรือ AI Overview ของ Googel นั้น เป็นการให้คำตอบมาเป็นชุดเดียว ที่สรุปและแนะนำแบรนด์มาให้คุณพร้อมเหตุผลแค่ 3-5 แบรนด์เท่านั้น ทำให้ผลที่ตามมาคือ

  • ไม่มีอันดับให้ไต่ แต่จะเป็น ถูกแนะนำ หรือ ไม่แนะนำ
  • คำตอบไม่คงที่ สามารถมาได้จากหลายๆปัจจัย เช่น ใช้ AI Model ที่ต่างกัน หรือ AI เรียนรู้มาก่อนหน้านี้แล้วว่า User แต่ละคนที่ใช้นั้นมีความชอบอะไรเป็นพิเศษ (Personalize) ทำให้ต่อให้แม้ว่าจะถามคำถามเดิม 10 ครั้ง หรือ 100 ครั้ง ผลลัพธ์ที่ได้ ก็จะแตกต่างกันออกไป และแบรนด์ที่แนะนำก็อาจจะไม่เหมือนกัน ทำให้การวัดผลต้องเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบของ “สัดส่วน”
  • AI มีความคิดเป็นของตัวเอง ทำให้ AI จะบอกต่อด้วยว่าแบรนด์นั้นดีเพราะอะไร เด่นอะไร แต่บางครั้งก็อาจจะบอกข้อมูลที่ผิดพลาดได้ 

ตารางเปรียบเทียบ SEO vs AI Search

มิติSEO (Google Search)AI Search (ChatGPT / Gemini / Perplexity)
จุดเริ่มต้นของผู้ใช้Keyword สั้นๆ เช่น “ประกันรถยนต์ ราคาถูก”Prompt แบบบทสนทนา เช่น “ประกันรถชั้น 1 แบบไหนคุ้มสุดสำหรับรถอายุ 5 ปี”
ผลลัพธ์ที่ได้รายการลิงก์ 10 อันดับ ผู้ใช้เลือกคลิกเองคำตอบเดียวที่สังเคราะห์แล้ว มักแนะนำแบรนด์ 3–5 ราย
เป้าหมายของแบรนด์ติดหน้าแรก / อันดับ 1ถูก “พูดถึง” และ “แนะนำ” ในคำตอบ
ตัวชี้วัดหลักRank, Impression, CTR, Organic TrafficVisibility Rate, Share of Voice, Position in Answer, Citation Rate
สัญญาณความน่าเชื่อถือBacklink, Domain AuthorityCitation จากแหล่งที่ AI เชื่อถือ (สื่อ, รีวิว, Pantip, เว็บทางการ)
ความคงที่ของผลค่อนข้างคงที่ ตรวจสอบซ้ำได้เปลี่ยนได้ทุกครั้งที่ถาม ต้องวัดเป็นสัดส่วนจากหลายรอบ
Sentimentไม่มี  ผลการค้นหาไม่ตัดสินแบรนด์มี  AI อาจพูดถึงในทางบวก กลาง หรือลบ และอาจให้ข้อมูลผิด
หน่วยวัดคู่แข่งใครอยู่อันดับสูงกว่าใครถูกพูดถึงบ่อยกว่า และถูกเอ่ยชื่อก่อน
Traffic ที่ได้Impression / Click จากหน้าผลลัพธ์Referral จาก chatgpt.com, perplexity.ai, gemini.google.com (น้อยกว่าแต่ intent สูงกว่า)
ภาษาจัดอันดับแยกตามภาษาชัดเจนคำตอบภาษาไทยกับอังกฤษอาจแนะนำคนละแบรนด์ ต้องวัดแยก
เครื่องมือวัดGoogle Search Console, GA4, Ahrefs, SemrushGA4 (AI referral) + เครื่องมือ AI Search Analytics เช่น ask/lab
แนวทางปรับปรุงSEO: คีย์เวิร์ด, on-page, backlinkGEO: คอนเทนต์ที่ AI อ้างอิงได้, ข้อมูลแบรนด์ที่ถูกต้องบนแหล่งที่ AI เชื่อ

แนวคิด “Prompt Set” จุดตั้งต้นของทุกตัวชี้วัด

ใน SEO เราเริ่มจากชุดคีย์เวิร์ด แต่ใน AI Search เราเริ่มจาก Prompt Set คือชุดคำถามที่ลูกค้าจริงน่าจะถาม AI ในหมวดธุรกิจของเรา เช่น สำหรับธุรกิจบัตรเครดิตอาจมี 30–50 คำถาม ตั้งแต่ บัตรเครดิต กับ บัตรกดเงินสด ต่างกันอย่างไร” ไปจนถึง “แนะนำบัตรเครดิตที่สมัครง่าย อนุมัตง่ายสำหรับเด็กจบใหม่”

ทำให้ตัวชี้วัดทั้ง 6 ตัวต่อจากนี้ ล้วนคำนวณจากผลของ Prompt Set ชุดนี้ ดังนั้นคุณภาพของ Prompt Set สำคัญมาก ต้องเป็นภาษาที่ลูกค้าใช้จริง และครอบคลุมตั้งแต่คำถามความรู้ทั่วไปจนถึงคำถามที่ใกล้ตัดสินใจซื้อ

1.Brand Mention (การพูดถึง หรือแนะนำแบรนด์) 

นิยามของ Brand Mention : Metric ค่อนข้างง่ายและตายตัว เลยก็คือ เหมือเราถามคำถามไปแล้ว AI นั้น พูดถึง หรือ แนะนำแบรนด์ของเรารึเปล่า

วิธีการนับ Brand Mention : จากรูปตัวอย่าง เป็นผลลัพธ์ที่ได้จริงจากการถาม Gemini ว่า “บัตรเครดิตสำหรับคนช้อปของใช้ในบ้านเป็นประจำ ใบไหนดีที่สุด” คำตอบที่ได้ออกมาจะเห็นว่า AI แนะนำ 5 แบรนด์ แบรนด์ละ 1 ครั้ง นั่นหมายความว่า ตอนนี้แบรนด์
บัตรเครดิตโลตัส, บัตรเครดิตบิ๊กซี, บัตรเครดิตเซ็นทรัลเดอะวัน, บัตรธนาคารกรุงเทพ และบัตร UOB ได้ไปคนละ 1 Brand Mention

Tips :
Q: แล้วถ้าหากคุณเป็น บัตรกสิกร ในกรณีนี้ คุณจะได้นับ Brand Mention ไหม
A: ไม่ได้นับ เพราะในคำตอบนี้ ไม่มีการ Mention ถึงบัตรเครดิตของกสิกร

2.Brand Mention Visibility

นิยามของ Brand Mention Visibility : สำหรับ Metric หรือตัวชี้วัดนี้ เป็นตัวชี้วัดความสม่ำเสมอในการแนะนำของแบรนด์เราบน AI ว่า AI แนะนำเราบ่อยแค่ไหน เพราะว่า การตอบของ AI นั้นบางครั้งก็แนะนำแบรนด์เรา บางครั้งก็แนะนำแบรนด์คู่แข่ง บางครั้งก็ไม่แนะนำใครเลย ทำให้เราต้องวัดผลออกมาในรูปแบบของ % เพื่อการวัดผลที่แม่นยำมากขึ้น โดยสามารถคำนวณตามสูตรด้านล่างนี้ได้เลยครับ

(จำนวนคำตอบที่พบชื่อแบรนด์ ÷ จำนวนคำถามทั้งหมดที่ Track) × 100

ผมจะขอสมมติสถาณการณ์ตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้นนะครับ เช่น เราถามคำถามว่า “บัตรเครดิตสำหรับคนเงินเดือน 30,000 ใบไหนดี” เราลองถามคำถามนี้ไปทั้งหมด 100 ครั้ง AI แนะนำ  “บัตรเครดิตกสิกร” 68 ครั้ง  

Brand Mention Visibility ของ กสิกร ก็จะเท่ากับ (68 ÷ 100) × 100 = 68% 

3.AI Share of Voice

นิยามของ AI Share of Voice : ในส่วนของ SOV นี้ จะเริ่มเข้มข้นขึ้นเพราะจะเริ่มมีการนำไปคำนวณกับคู่แข่งเจ้าอื่นๆในตลาดเดียวกัน เพื่อให้นักการตลาดสามารถที่จะมองเห็นภาพที่ชัดเจนได้มากขึ้นว่าตัวของแบรนด์นั้น มีสัดส่วนอยู่เท่าไหร่ในอุตสาหกรรมนั้นๆ โดยสูตรคำนวณก็คือ 

(จำนวน Mention ของแบรนด์เรา ÷ จำนวน Mention ของทุกแบรนด์) × 100

เช่น บัตรเครดิตกสิกร ได้ Mention 43 ครั้ง, บัตรเครดิตttb ได้ Mention 27 ครั้ง,  บัตรเครดิตกรุงศรี ได้ Mention 63 ครั้ง

AI Share of Voice ของ แบรนด์กสิกรจะได้คือ (43 ÷ 133) × 100 = 32.331%

4.Citation Rate

อันดับแรกเรามาเรียนรู้กันก่อนว่า Citation คืออะไรนะครับ สามารถดูตามตัวอย่างนี้ได้เลยครับ

จากรูปจะเห็นได้ว่าเมื่อเราถามคำถามหรือค้นหาข้อมูล AI จะสรุปพร้อมแนบลิงค์ทางขวามือมาให้ด้วย ซึ่งสิ่งนี้คือการที่บอกว่า AI หยิบข้อมูลจากเว็บไซต์หรือแหล่งข่าวไหนมาเป็นข้อมูลในการให้คำตอบ ซึ่งสามารถสะท้อนอะไรได้หลายๆอย่างคือ 

  • AI เชื่อถือแบรนด์ของแหล่งข่าวมากน้อยแค่ไหน เพราะ แบรนด์ที่ AI หยิบมาเป็นแหล่งข้อมูลนั้นต้องเป็นแหล่งข่าวที่ AI เชื่อถือและมองว่าเป็นแบรนด์ที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ
  • สามารถบ่งบอกได้ว่า Content ที่เราเขียนมานั้นมีคุณภาพที่ดีพอที่ AI จะเข้ามาอ่านและนำของแบรนด์นั้นๆไปแทนคู่แข่ง
  • สามารถบอกได้ว่าในคำถามนั้นๆ AI หยิบข้อมูลจากแหล่งข่าวประเภทไหนมากกว่ากัน เช่น Website / Social media FB,IG,Tiktok

ซึ่งวิธีการคำนวณเป็น Citation rate ก็ตามสูตรนี้ได้เลยครับ

(จำนวน Citations ของโดเมนเรา ÷ จำนวนคำตอบทั้งหมดที่ใช้โดเมนเราเป็นแหล่งอ้างอิง) × 100

ยกตัวอย่างเช่นเราถามคำถามว่า “บัตรเครดิตสะสมไมล์ ใบไหนดี” ทั้งหมด 100 ครั้ง แล้ว Citation มีเป็นของ UOB 64 ครั้ง Citation rate ของ UOB ก็จะเท่ากับ (64 ÷ 100)× 100 =64%

Tips

ถ้าหากทาง Brand มีการทำ KOLs หรือการตัดสินใจเลือกว่าจะทำ PR ที่ไหนดีแล้วยังเลือกไม่ได้ว่าจะลงที่ไหนดีหรือติดต่อคนไหนดี สามารถพิจารณาเพิ่มเติมจาก Data Citation ในส่วนนี้ได้ครับ จะได้มีโอกาสติดใน AI Search ได้ด้วย

5.AI Position 

นิยามของ AI Position : เนื่องจากกว่าเวลาเราถามคำถามอะไรก็ตามที่ Trigger ให้ AI ตอบออกมาเป็นชื่อแบรนด์นั้น คำตอบโดยส่วนใหญ่ของ AI จะไม่ได้ตอบแค่แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง แต่จะตอบหลายๆแบรนด์ พร้อมกับ ข้อดีหรือจุดเด่นของแต่ละแบรนด์ แต่อย่างไรก็ตาม การที่ AI Mention หลายแบรนด์ก็ทำให้เกิดเรื่องของ Ranking เกิดขึ้น ยิ่งเราถูก Mention เป็นอันดับแรกๆบ่อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งดี ตามสูตรการคำนวณนี้

(Ranking ของทุกผลลัพธ์รวมกัน ÷ จำนวนครั้งที่ถาม) = Average Ranking

ตัวอย่างการคำนวณ เช่น

ครั้งที่ 1 AI ตอบแบรนด์A อันดับที่ 3
ครั้งที่ 2 AI ตอบแบรนด์A อันดับที่ 7
ครั้งที่ 3 AI ตอบแบรนด์A อันดับที่ 2

Average ranking ของแบรนด์ A จะอยู่ที่ ( 3+7+2 ) ÷ 3 = 4

6. AI Referral Traffic & Conversion

นิยามของ AI Referral Traffic & Conversion : จำนวนผู้เข้าชมที่คลิกจาก AI มาที่เว็บเรา และอัตราการ conversion ของกลุ่มนี้

ห้าตัวชี้วัดแรกวัด “AI” แต่กลับกันสำหรับตัวนี้วัดว่ามันส่งผลกลับมาที่ธุรกิจจริงไหม

วิธีดูใน GA4: ไปที่ Reports > Acquisition > Traffic acquisition แล้วกรอง Session source ด้วยโดเมนของ AI เช่น chatgpt.com, perplexity.ai, gemini.google.com, copilot.microsoft.com, claude.ai

แนะนำให้สร้าง Custom Channel Group ชื่อ “AI Referral” รวมโดเมนเหล่านี้ไว้ในกลุ่มเดียว จะได้ดูแนวโน้มรายเดือนได้โดยไม่ต้องกรองทุกครั้ง ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยทำให้แบรนด์ได้  Data ที่สามารถนำมาดูเทรนด์และวิเคราะห์แนวโน้มได้จริง จะช่วยให้แบรนด์วางแผนได้ดีขึ้นและตรงจุดมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ซึ่งสิ่งที่หลายแบรนด์เจอเหมือนๆกันเลยก็คือ AI Referral มีจำนวนน้อยกว่า Organic มาก แต่ Conversion Rate มักสูงกว่า เหตุผลคือคนที่คลิกจาก AI ผ่านการ “กรอง” มาแล้ว เขาถามคำถาม ได้คำตอบว่าแบรนด์เราตอบโจทย์ แล้วจึงคลิกมาดู ต่างจากคนที่คลิกจาก Google ที่ยังอยู่ในขั้นเทียบตัวเลือก

Tips

AI Referral วัดได้เฉพาะคนที่คลิกลิงก์ ผู้ใช้จำนวนมากอ่านคำตอบแล้วพิมพ์ชื่อแบรนด์ค้นเองหรือเปิดแอปโดยตรง ซึ่งจะไปโผล่เป็น Direct หรือ Branded Search แทน ถ้า Branded Search โตขึ้นพร้อมกับ Visibility Rate นั่นก็อาจจะเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ดีในมุมของ AI SEARCH เช่นเดียวกันครับ

วิธีเริ่มวัดผลด้วยตัวเอง (Manual Framework)

ไม่ต้องรอเครื่องมือก็เริ่มได้ ขั้นตอนเบื้องต้นมีดังนี้

1. สร้าง Prompt Set 30–50 คำถาม เป็นภาษาไทยที่ลูกค้าใช้จริง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม: คำถามความรู้ (เช่น “ประกันชั้น 1 คุ้มครองอะไรบ้าง”), คำถามเปรียบเทียบ (“ประกัน A กับ B ต่างกันยังไง”), และคำถามแนะนำ (“แนะนำประกันรถสำหรับมือใหม่”)

2. เลือก AI ที่จะวัด อย่างน้อย ChatGPT, Gemini และ Perplexity ถ้ามีเวลาเพิ่ม Claude และ Copilot

3. ถามทุก prompt ในทุก AI สัปดาห์ละครั้ง ใช้แชตใหม่ทุกครั้ง ไม่ล็อกอินหรือใช้บัญชีที่ไม่มีประวัติ เพื่อไม่ให้ AI จำบริบทเดิม

4. บันทึกลง Google Sheet คอลัมน์ที่ต้องมี: วันที่, AI, prompt, แบรนด์ที่ถูกพูดถึง (ทุกแบรนด์ ไม่ใช่แค่ของเรา), ตำแหน่ง, โดเมนที่ถูกอ้างอิง, โทน (บวก/กลาง/ลบ), ข้อมูลผิด (ถ้ามี)

5. คำนวณ 6 ตัวชี้วัด ทุกสิ้นเดือน แล้วเทียบกับเดือนก่อน

ข้อจำกัดของการทำมือมีอยู่จริง: คำตอบ AI สุ่ม ต้องถามซ้ำหลายรอบถึงจะได้ตัวเลขที่เชื่อถือได้ (30 prompt × 4 AI × 3 รอบ = 360 คำตอบต่อสัปดาห์) และการดูแนวโน้มย้อนหลังหลายเดือนบน Sheet เริ่มลำบาก

Benchmark: ควรตั้งเป้าเท่าไหร่ในปี 2026

คำตอบตรงๆ คือยังไม่มีมาตรฐานกลาง ตลาด AI Search เพิ่งเริ่มถูกวัดอย่างจริงจัง และตัวเลขต่างกันมากตามหมวดธุรกิจ: หมวดที่มีผู้เล่นน้อย (เช่น ผู้ให้บริการมือถือ) Visibility Rate ของแบรนด์หลักอาจสูงเกิน 80% ขณะที่หมวดที่มีผู้เล่นหลายร้อยราย (เช่น ร้านอาหาร, คลินิก) 20% ก็ถือว่าดีมาก

แนวทางที่ใช้ได้จริงคือ

ใช้เดือนแรกเป็น baseline แล้ววัดการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง

เทียบกับคู่แข่งในหมวดเดียวกัน Share of Voice สำคัญกว่าตัวเลข absolute

ตั้งเป้าที่ตัวชี้วัดคุณภาพก่อน เช่น ลดคำตอบที่มีข้อมูลผิดให้เป็นศูนย์ เพิ่ม Owned Citation ก่อนที่จะไล่ Visibility

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการวัดผล AI Search

1.วัดแค่ภาษาอังกฤษ เครื่องมือระดับโลกส่วนใหญ่ทำแบบนี้ และผลลัพธ์แทบไม่สะท้อนสิ่งที่ลูกค้าไทยเห็น ถ้าลูกค้าถามเป็นไทย ต้องวัดเป็นไทย

2.ถามครั้งเดียวแล้วสรุป เห็นแบรนด์ตัวเองในคำตอบครั้งหนึ่งไม่ได้แปลว่า Visibility ดี ต้องดูสัดส่วนจากหลายรอบ

3.ดูแค่ Visibility ไม่ดู Sentiment และ Citation ถูกพูดถึงบ่อยแต่โทนลบ หรือถูกพูดถึงโดยไม่มีใครลิงก์มาที่เว็บเรา ล้วนเป็นสัญญาณที่ต้องแก้

4.ไม่แยกผลตาม AI แต่ละตัว ค่าเฉลี่ยรวมซ่อนความจริงว่าเราแพ้บนแพลตฟอร์มไหน

5.ไม่บันทึกคู่แข่ง ถ้าเก็บแค่ว่าเราถูกพูดถึงไหม จะไม่มีทางคำนวณ Share of Voice หรือรู้ว่าใครมาแทนที่เรา

สรุป 6 ตัวชี้วัด AI Search

ตัวชี้วัด ตอบคำถามว่า สูตร / วิธีวัด

1. AI Visibility Rate AI พูดถึงเราไหม คำตอบที่มีแบรนด์ ÷ คำตอบทั้งหมด

2. Share of Voice เราชนะคู่แข่งไหม ครั้งที่เราถูกพูดถึง ÷ ครั้งที่ทุกแบรนด์ถูกพูดถึง

3. Position in Answer AI “แนะนำ” หรือแค่ “เอ่ยถึง” Average Position, First-Mention Rate

4. Citation Rate AI เชื่อข้อมูลจากไหน คำตอบที่อ้างอิงโดเมนเรา ÷ คำตอบทั้งหมด (แยก Owned / Earned)

5. Sentiment & Accuracy AI พูดถึงเราดีไหม ถูกไหม สัดส่วนบวก/กลาง/ลบ + จำนวนข้อมูลผิด

6. AI Referral & Conversion ส่งผลถึงธุรกิจไหม GA4 Custom Channel Group “AI Referral”

การวัดผล AI Search ในปี 2026 ไม่ต่างจากการวัดผล SEO เมื่อ 15 ปีก่อน คือยังไม่มีมาตรฐาน แต่คนที่เริ่มวัดก่อนจะเห็นภาพก่อน และแก้ก่อนที่คู่แข่งจะรู้ตัวว่าถูก AI แนะนำแทน

ถ้าอยากรู้ว่าตอนนี้ AI ตอบเป็นภาษาไทยเกี่ยวกับแบรนด์คุณว่าอย่างไร ทดลองวัดแบรนด์ของคุณด้วย asklab เครื่องมือ AI Search Analytics ที่รัน prompt ภาษาไทยและติดตามตัวชี้วัดให้อัตโนมัติ

คำถามที่พบบ่อย วัดผล AI Search ยังไง

Q:AI Search Metrics ต่างจาก SEO Metrics ยังไง
A:SEO วัดตำแหน่งในรายการลิงก์ (Rank, CTR) ส่วน AI Search วัดว่าแบรนด์ถูกพูดถึงในคำตอบที่ AI สังเคราะห์หรือไม่ บ่อยแค่ไหน ในตำแหน่งใด ด้วยโทนแบบไหน และ AI ดึงข้อมูลมาจากแหล่งใด

Q:ต้องวัดผล AI ตัวไหนบ้าง
A:อย่างน้อย ChatGPT, Gemini และ AI Overview เพราะมีผู้ใช้มากและใช้แหล่งข้อมูลต่างกัน แต่ถ้าหากว่าแบรนด์มีงบเพิ่มเติมก็จะแนพนำให้ Track ใน Models อื่นๆเพิ่มเติมก็จะดีมากๆครับ

Q:วัดผล AI Search ควรทำบ่อยแค่ไหน
A:ในการเก็บข้อมูล แนะนำให้เห็บทุกวัน วันละ1 ครั้งในทุกๆ Prompt และสรุปตัวชี้วัด 3 รอบ คือ รายสัปดาห์ ราย 2 สัปดาห์(Bi-weekly) และรายเดือน เพราะคำตอบ AI เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าอันดับ Google มาก เราจึงต้องตรวจสอบบ่อยครั้งมากขึ้น

Q:AI Referral Traffic ดูจากที่ไหน
A:ใน GA4 ไปที่ Traffic acquisition แล้วกรอง Session source ด้วยโดเมนของ AI เช่น chatgpt.com, perplexity.ai, gemini.google.com หรือสร้าง Custom Channel Group รวมไว้เป็น “AI Referral”

Q:วัดผล AI Search ด้วยตัวเองได้ไหม 

A:ได้ โดยสร้าง Prompt Set ภาษาไทย 30–50 คำถาม ถาม AI แต่ละตัวเป็นประจำ แล้วบันทึกลง Sheet แต่การทำมือใช้เวลามากและดูแนวโน้มยาก และมีโอกาสได้ผลลัพธ์ที่ Bias จากการโดน AI Personalized

Weekly AI Search Brief

ทุกวันอังคาร — 5 นาทีรู้ทันchatgpt logoChatGPT+perplexity logoPerplexity+ai-overview logoAI Overview

สรุป AI search news + tactics ที่ใช้ได้จริงสำหรับทีม SEO/Marketing

ไม่ spam · unsubscribe ได้ทุกเมื่อ · เริ่มต้นจาก ~2,800 marketers ในไทย